GED

GED คือหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนในระดับม. ปลาย (High School) ของสหรัฐอเมริกา
มีข้อสอบ 4 วิชา หากสอบผ่านทั้งหมดสามารถนำผลสอบ GED ไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้
โดยผู้สอบจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป

ในไทย มีศูนย์สอบ GED ที่กรุงเทพฯ 3 แห่ง (ชิดลม, อโศก, เอแบคบางนา)
และต่างจังหวัด 4 แห่ง (เชียงใหม่ 2 แห่ง, ตากและภูเก็ตที่ละ 1 แห่ง)
โดยสมัครสอบผ่าน www.ged.com ซึ่งเปิดสอบตลอดปี
ค่าสอบวิชาละ 80 USD (สำหรับการสมัครสอบตั้งแต่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป)

ผลสอบ GED เป็นที่ยอมรับในหลักสูตรนานาชาติในระดับมหาวิทยาลัยของไทย
(ยกเว้นหลักสูตรด้านแพทยศาสตร์) และหลายหลักสูตรไทยในระดับมหาวิทยาลัย
ก็ให้การยอมรับ หากผู้สอบมีความพร้อมก็สามารถสอบผ่านได้ในเวลาไม่เกิน 1-3 เดือน

FAQs

GED สอบวิชาอะไรบ้าง?

GED มีสอบทั้งหมด 4 วิชา ดังนี้

  1. Mathematics Reasoning
  2. Social Studies
  3. Science
  4. Reasoning Through Language Arts (RLA)

แต่ละวิชาจะมีคำถาม 30-50 คำถาม โดยเป็นตัวเลือกตอบ (Choice) เกือบทั้งหมด ส่วนวิชา Reasoning Through Language Arts จะมีการให้เขียน Essay ด้วย

สอบได้กี่คะแนนถึงจะผ่าน?

การสอบ GED ให้ผ่านมีรายละเอียดดังนี้

“ทุกวิชามี Scale ตั้งแต่ 100 ถึง 200 คะแนน ในแต่ละวิชาต้องไม่น้อยกว่า 145 คะแนนจึงจะถือว่าสอบผ่านและได้รับ GED Diploma and Transcript ซึ่งเอกสาร 2 อย่างนี้จะต้องทำการ Request ในระบบหลังจากสอบผ่านแล้ว มิฉะนั้นจะไม่มีเอกสารใดๆส่งมา”

นอกจากต้องสอบให้ได้วิชาละ 145 คะแนนขึ้นไปแล้ว บางมหาวิทยาลัยได้มีการเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำ เช่น วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC): ต้องทำคะแนนรวมทั้ง 4 วิชาให้ได้ 600 คะแนนขึ้นไป จึงจะมีสิทธิสมัครเรียน

การสอบซ่อม หรือการสอบเพื่อต้องการให้ได้คะแนนเพิ่ม สามารถทำได้เมื่อไร อย่างไร?

> การสอบซ่อม (สอบได้ไม่ถึง 145 คะแนน): หากเป็นการสอบครั้งที่ 2 และ 3 ในแต่ละวิชา ผู้สอบสามารถลงทะเบียนสอบได้เลย แต่การสอบครั้งที่ 4 เป็นต้นไป ผู้สอบจะต้องเว้นระยะห่างจากการสอบครั้งที่แล้วไม่ต่ำกว่า 60 วัน แต่ผู้สอบเองก็ต้องพิจารณาถึงตัวเองด้วยว่า จะสามารถสอบผ่านหรือไม่?

> การสอบใหม่เพื่อให้ได้คะแนนมากกว่าเดิม (สอบได้ 145 คะแนนขึ้นไปแล้ว แต่อยากสอบใหม่ให้ได้คะแนนมากขึ้น): ระบบการสมัครจะ “ล็อค” ไม่ให้เราสมัครสอบใหม่ เราจะเป็นต้อง “ปลดล็อค” ด้วยวิธีดังนี้

วิธีแบบง่าย (แต่ช้า): ส่ง e-mail ไปที่ operations@ged.com โดยต้องมีข้อมูลดังนี้

> Name and Last Name
> Date of Birth
> GED ID (ดูได้ในเมนู profile เมื่อ sign in ใน www.ged.com)
> Telephone Number
> E-mail Address
> Previous Test Score (คะแนนที่ไปสอบจริงมา)
> GED Ready Score (ที่ไม่น้อยกว่า 155 คะแนน)
> Reasons to re-take

วิธีนี้มักจะใช้เวลาประมาณ 10-14 วันทำการ เมื่อระบบอนุมัติจะให้เบอร์ case ID มา จากนั้นจะต้องโทรไปที่ศูนย์สอบต่างประเทศเพื่อลงทะเบียน (ดูรายละเอียดในข้อ 2)

วิธีที่ยากหน่อย (แต่เร็ว): โทรไปที่ศูนย์ GED 877 392 6433 โดยต้องเปิดบริการ Roaming ก่อน (AIS กด 003/ DTAC กด 004/ true กด 006 ก่อน เช่น ถ้าใช้ AIS ให้กด 003 877 392 6433) โดยเตรียมข้อมูลเหมือนกับวิธีในข้อ 1 + หมายเลขบัตรเครดิตเพื่อสมัครสอบ

> แนะนำให้โทรช่วงประมาณ 3 ทุ่มเป็นต้นไป
> การโทรมักจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที

ค่าใช้จ่ายของ GED มีอะไรบ้าง?

ค่าใช้จ่ายของการสอบ GED แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1.  ค่าสอบ GED Ready วิชาละ 6.99 USD 
  2. ค่าสอบวิชาละ 80 USD (75 USD สำหรับการสมัครสอบก่อน 1 ต.ค. 2564)
  3. ค่าใบ GED Diploma and Transcript ใบละ 15 USD

การชำระค่าสอบและค่าเอกสาร จะเป็นการชำระด้วยหมายเลขบัตรเครดิต โดยคีย์ข้อมูลเข้าไป ในเวปไซต์ www.ged.com

สมัครสอบ GED ที่ไหน?

การสมัครสอบ GED ผู้เข้าสอบต้องไปเว็ปไซต์ www.ged.com เพื่อสร้าง Account 

ข้อควรระวังในการสร้าง Account มีดังนี้

> ชื่อ-นามสกุล และวัน เดือน ปีเกิด ต้องเหมือนกับเอกสารแสดงตัวที่นำไปสนามสอบ (Passport)
> เลือกสถานที่สอบ ผู้เข้าสอบต้องเลือก “Other countries และให้เลือก International”

การสมัครสอบนั้น ผู้เข้าสอบจะต้องผ่านเงื่อนไข 2 ข้อดังนี้

1. ผู้เข้าสอบ GED ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ (นับตามวัน เดือน ปีเกิด) ถึงจะสามารถเข้าสอบ GED ได้ สำหรับผู้ที่อายุ 16-17 ปีบริบูรณ์ (นับตามวัน เดือน ปีเกิด) และต้องการสอบ GED จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองเสียก่อน และต้องทำเป็นหนังสือยินยอม (Consent Form) เป็นหลักฐานส่งไปยัง GED Testing Service เพื่อขอเข้าสอบ

Consent Form คือหนังสือยินยอมของผู้ปกครองที่อนุญาตให้นักเรียนที่มีอายุ 16-17 ปีบริบูรณ์เข้าสอบ GED

Consent Form ผู้เข้าสอบสามารถ Download ได้จากเว็ปไซต์ www.ged.com ผู้ปกครองและผู้เข้าสอบต้องกรอกข้อความใน Consent Form ด้วยกัน ถัดจากนั้นส่งเป็น File PDF ไปยัง Operations@gedtestingservice.com

GED Testing Service จะใช้เวลาดำเนินการ Consent Form ประมาณ 2-14 วันทำการ (แล้วแต่ช่วงเวลา) ถัดจากนั้นผู้เข้าสอบก็จะสามารถจัดตารางสอบ GED ได้

2. ผู้เข้าสอบจะต้องผ่านการทำแบบทดสอบที่เรียกว่า GED Ready ก่อนสมัครสอบจริงได้ โดยต้องทำคะแนนให้ได้วิชาละ 155 คะแนนขึ้นไป

ลักษณะของ GED Ready

> แต่ละวิชาใช้เวลาสอบประมาณครึ่งหนึ่งของข้อสอบจริง แน่นอนว่าจำนวนข้อสอบก็มีประมาณครึ่งหนึ่งด้วย
> GED Ready มีหน้าจอ ปุ่ม ระบบจับเวลา เครื่องคิดเลข เหมือนข้อสอบจริงเป๊ะๆ ทำให้เราคุ้นเคยกับหน้าจอก่อนไปสอบจริง
> ค่าสอบวิชาละ 6.99 USD โดยเข้าไปที่ www.ged.com จากนั้นสมัคร Account ให้เรียบร้อย และกด “Study” ตามด้วย “Practice”
> GED Ready สามารถทำข้อสอบจาก “ที่ไหนก็ได้” ไม่ต้องไปสอบที่ศูนย์สอบ สอบเสร็จปุ๊บ รู้ผลปั๊บ (ไม่เกิน 5 นาที)

    ในประเทศไทยสอบ GED ที่ไหน?

    สถานที่สอบ GED ในประเทศไทย มีทั้งหมด 7 แห่ง ดังนี้

    1. Paradigm: ชั้น 2 อาคารอัลม่าลิงค์ ชิดลม กทม. 02 255 8889, 092 063 5599
    2. Pearson Professional Centers: BB Building, ชั้น 10 ถนนอโศกมนตรี ซอยสุขุมวิท 21 กทม. 02 115 2015, 02 664 3563
    3. Assumption University: Suvarnabhumi Campus 02 300 4543
    4. Movaci Technology: 420/11-13 ถนนช้างคลาน  อ. เมือง จ. เชียงใหม่ 053 920 555
    5. Payap University: ถ.เชียงใหม่-ลำปางซุเปอร์ไฮเวย์ อ. เมือง จ. เชียงใหม่ 053 851 478
    6. Thabyay Education: อ.แม่สอด จ.ตาก 055 534 731
    7. Phuket Academic Language School: 66/19 ถนนวิจิตรสงคราม อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต 081 417 0978

    เปลี่ยนวันสอบ GED ได้ไหม?

    การเปลี่ยนวันสอบ สามารถเปลี่ยนได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องเปลี่ยนก่อนถึงเวลาสอบ 24 ชั่วโมง ส่วนการยกเลิกสอบนั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยคืนค่าสอบเต็มจำนวน ผ่านบัตรเครดิตที่ใช้สมัครสอบ แต่ต้องยกเลิกก่อนถึงเวลาสอบ 24 ชั่วโมง

    สอบผ่านแล้ว เมื่อไรจะได้ Diploma และ Transcript?

    เมื่อสอบผ่านแล้ว ผู้เข้าสอบต้องรอประมาณ 2 อาทิตย์ หรือน้อยกว่านั้นจะได้รับอีเมลย์ E-Diploma และ E-Transcript จาก GED Testing Service

    E-Diploma and E-Transcript ผู้เข้าสอบมีสิทธิ Download ได้ 7 ครั้ง ตามระยะเวลาที่ทาง GED Testing Service กำหนดเอาไว้

    โดยส่วนตัว (ผู้เขียน) ผู้เข้าสอบควรดาวน์โหลดเก็บเอาไว้ เผื่อได้ใช้ส่งไปสมัครเรียนต่อตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

    ทำอย่างไรจึงจะได้ Paper Diploma และ Paper Transcript?

    เนื่องจากปัจจุบัน GED Testing Service ไม่ได้ส่ง Paper Diploma และ Transcript แล้ว มีเฉพาะ E-Diploma และ E-Transcript เท่านั้น หากผู้สอบต้องการ Paper Diploma และ Transcript จะต้องสั่งเอกสารเพิ่มเติมเอง (มีค่าใช้จ่าย)

    สิ่งที่ต้องรู้ สำหรับผู้ที่ต้องการ Paper Diploma และ Paper Transcript มีดังนี้
    1. รออย่างน้อย 2 อาทิตย์ หรือจนกว่าจะได้อีเมลย์ GED Diploma and Transcipt จาก GED Testing Service ถัดจากนั้นจึงจะสามารถ Order เอกสารได้
    2. GED Transcript and Diploma ใบละ 15 USD
    3. บริการส่งเอกสารมี 2 แบบให้เลือก คือ
      3.1 United State Postal Service (USPS) เอกสารจะส่งถึงบ้านประมาณ 14 วัน และมีโอกาสหายประมาณ 5% (ในอดีตเคยเกิดขึ้นแล้ว)
      3.2 FedEx จะมีค่าบริการเพิ่มใบละ 40 USD เอกสารจะส่งถึงบ้านประมาณ 5 วัน (ไม่นับวันอาทิตย์)
    GED Diploma ออกโดยรัฐใด?

    หน่วยงานที่ออกเอกสาร GED ให้สำหรับผู้สอบที่สอบนอกสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นไปคือ Government of the District of Columbia (Washington, D.C.) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ที่มีใบ GED Diploma จาก District of Columbia สามารถนำไปสมัครสอบมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เลยโดยไม่ต้องทำการเทียบวุฒิ

    ประเทศไทยยอมรับ GED หรือเปล่า?

    ประเทศไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศเรื่อง การเทียบวุฒิการศึกษาต่างประเทศลงไว้วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558 มีเนื้อหาโดยใจความสำคัญว่า ผู้ใดสอบได้รับประกาศนียบัตร High School Equivalency Credential ดำเนินการในนามของ Government of the District of District of Columbia (Washington, D.C.) ให้เท่ากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6)

    ทั้งนี้แต่ละหลักสูตรอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก เช่น หลักสูตร BBA จุฬาฯ ยอมรับผลสอบ GED แต่ต้องมีผลการเรียนอย่างน้อย 4 เทอมในระดับม.ปลาย หรือหลักสูตรด้านการแพทย์จะไม่รับผลสอบ GED ดังนั้นผู้สมัครจึงควรตรวจสอบกับหลักสูตรที่สมัครให้ดี

    ข้อดีของ GED มีอะไรบ้าง?

    GED เป็นการศึกษานอกระบบของประเทศอเมริกา ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้สอบ และเมื่อสอบผ่านจะได้รับ High School Equivalency Diploma โดย GED มีข้อดีหลายประการ ดังนี้

    1. เด็กอายุ 16 ปีบริบูรณ์เข้าสอบได้ (กรณีที่ผู้ปกครองอนุญาต)
    2. สอบแค่ 4 วิชาเท่านั้น และข้อสอบก็เป็นแบบ Multiple choices เป็นส่วนใหญ่
    3. มีวันสอบทุกสัปดาห์ วันจันทร์ถึงวันเสาร์
    4. ได้วุฒิเทียบเท่า ม.6 ภายในระยะเวลาไม่นาน
    5. มีหนังสือเตรียมสอบ และสื่อการเรียนในรูปแบบอื่นๆ มากมาย
    6. กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีประกาศรับรองวุฒิ GED
    ข้อเสียของ GED มีไหม?

    GED เป็นการศึกษานอกระบบ ซึ่งเหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ไม่สามารถเข้าเรียนภาคปกติได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อนักเรียนที่เรียนอยู่ในระบบปกติให้ความสนใจมาสอบ GED จะมีข้อเสียเปรียบ ดังนี้

    1. ความรู้ด้านวิชาการไม่แน่นเท่าการเรียนตามหลักสูตรม.ปลาย 3 ปี จะมีความลำบากในการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย (แต่จะได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษแทน)
    2. ข้อสอบวิชา Language Arts, Reading และ Social Studies ผู้เข้าสอบต้องมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ และทักษะการคิด วิเคราะห์ข้อมูล
    3. ผู้ที่มีความสามารถภาษาอังกฤษไม่ดี จะต้องใช้เวลาเรียนค่อนข้างนาน

    …สรุปก็คือ สิ่งต่างๆในโลกนี้มักจะมีข้อดีและข้อเสียอยู่เสมอ แต่อย่างน้อย GED ก็เปิดโอกาสให้น้องๆหลายคนมีทางเลือกที่มากขึ้น จากประสบการณ์ 24 ปีของ aims พบว่าน้องๆที่มาสอบ GED มักจะมีลักษณะดังนี้

    1. กลับมาจาก Exchange Program โดยไปต่างประเทศตอนม.5 เมื่อกลับมาจึงต้องการเรียนม.6 พร้อมเพื่อนๆแต่โรงเรียนไม่อนุญาต (และไม่อยากไปเรียนกับน้องๆ) จึงมาสอบ GED เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปเลย
    2. เรียนจบระดับ High School จากต่างประเทศ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง กระทรวงศึกษาไม่รับเทียบวุฒิให้ (เช่น เรียนจบจริงแต่หน่วยกิตได้ไม่มากพอตามที่กระทรวงฯจะรับเทียบวุฒิให้)
    3. เรียนจบจากโรงเรียนนานาชาติในไทยแต่กระทรวงศึกษาธิการไม่รับรองคุณวุฒิ จึงต้องมาสอบ GED
    4. ต้องการสอบ GED เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยก่อนเพื่อนๆ (มีทั้งนักเรียนจากโรงเรียนไทยและนานาชาติ) เพราะการสอบ GED หมายถึงจบระดับชั้นม.ปลาย ดังนั้นในกรณีของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลักสูตรภาษาไทย นักเรียนที่สอบผ่าน GED จึงมีสิทธิสอบข้อสอบต่างๆที่ “สงวนสิทธิ” ให้กับนักเรียนม.6 เท่านั้น 
    5. นักเรียน Home School

    GED Intensive Group

    การเรียนแบบ Group: Intensive คือการเรียนเพื่อให้นักเรียนได้รู้เนื้อหาที่จำเป็นในการสอบและยังได้รู้วิธีการหาคำตอบที่ถูกต้องในระยะเวลาสั้นๆ คอร์สนี้ใช้เวลาเรียน 5 สัปดาห์และจำกัดนักเรียนไม่เกิน 8 คนเท่านั้นโดยเรียนในวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์)

    Schedule

    BranchLevelWeekdayWeekend
    PhayathaiIntensive15 Sep (Mon-Fri)
    PhayathaiIntensive2 Oct (Sat-Sun)
    PhayathaiIntensive18 Oct (Mon-Fri)
    SiamAdvanced1 Nov (Mon-Fri)
    PhayathaiIntensive15 Nov (Mon-Fri)
    PhayathaiIntensive16 Dec (Mon-Fri)

    Minimum Score to Join This Group

    SIM

    การทำ SIM Test หรือการฝึกทำข้อสอบเสมือนจริงนั้นจะมีการจัดขึ้นทุกต้นเดือนที่สาขาพญาไท เริ่มสอบเวลา 9:30-12:30 เพื่อให้นักเรียนได้ทดสอบว่าตนเองมีทักษะอยู่ในระดับใดก่อนตัดสินใจเรียนหรือไปสอบจริง สอบฟรี! สมัครสอบโดยแจ้งชื่อ-เบอร์โทรศัพท์-คอร์สที่เคยเรียน (ถ้าไม่เคย ตอบว่า “ไม่เคยเรียน”) แล้วส่งมาที่ LINE @aims2 หรือโทร 02-644-9620 โดยผลสอบจะออกในวันสอบเลย

     

    MonthBranchTest Date
    AugOnline7 (Sat)
    SepPhayathai4 (Sat)
    OctPhayathai2 (Sat)